หน้าหลัก| ภาษาไทย |การอาศัยอยู่ในไอร์แลนด์ |อาหาร/ร้านอาหาร | การเดินทาง&ท่องเที่ยว| การงาน | สินค้านําเข้า- ส่งออก|       การศึกษา | ประเพณี วัฒนธรรม | ข่าวสาร และ บันเทิง | วิทยาศาสตร์&เทคโนโลยี | ติดต่อเรา

v       กินผลไม้ล้างพิษ พิชิตโรค

ทราบกันไหมว่าในแต่ละวันร่างกายของคนเรานั้น รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมากทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะทุกวันนี้มลพิษทางอากาศนับวัน มันมีแต่จะเลวร้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย วิธีล้างพิษออกจากร่างกายแบบง่ายๆ สะดวกและไม่สิ้นเปลือง คือ การรับประทานผักผลไม้ การรับประทานผลไม้ล้างพิษ ต้องเลือกที่ไม่มีแป้งและรสหวานเกินไป ควรเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง ไม่ว่าจะเป็น  แอปเปิ้ลที่มีเส้นใยมาก ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดทำความสะอาดลำไส้     องุ่น ที่มีสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไต   สับปะรด  ผลไม้สีเหลืองๆรสหวานอมเปรี้ยวที่มีเอ็นไซด์โปรเมลิน สูง ช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น เช่นเดียวกับมะม่วง  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการรับประทานผลไม้ล้างพิษควรทำควบคู่กับการออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้ร่างกายขับของเสียได้ดีขึ้น รับรองว่าห่างไกลโรคร้ายอย่างแน่นอน

v       อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน

คำสั่งสอนกันมาเก่าแก่ที่ว่า อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ได้รับการยืนยันแล้วว่า เป็นเรื่องถูกต้องที่สุด เพราะได้มีการศึกษาพบว่า การอดอาหารมื้อเช้า ไม่แต่ทำให้ ขนาดรอบเอวไม่ลดเท่านั้น หากยังเป็นผลร้ายกับหัวใจของเราด้วยนักวิจัยของอังกฤษซึ่งได้ศึกษาจากพวกสาวๆ รูปร่างสะโอดสะอง ด้วยการลงทุนอดอาหารมื้อเช้า ได้พบว่าพวกเธอต่างได้รับโทษร้ายไปตามๆกัน ตั้งแต่ระดับของคอเลสเทอรอลในเลือดถีบตัวสูงขึ้น ไปจนถึงร่างกายดื้อกับอินซูลิน อันเป็นฮอร์โมนซึ่งคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมากขึ้น ผิดกับผลการศึกษาไปเมื่อก่อนหน้า ซึ่งพบว่า ผู้ที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารที่ เป็นพวกธัญพืช จะมีระดับทั้งคอเลสเทอรอลและอินซูลินลดต่ำ ที่ร้ายก็คือว่า ผู้ที่ชอบอดอาหารเช้าในวันธรรมดา กลับยิ่งเผลอไปกินอาหารเช้าในวันหยุดที่มีแคลอรีสูง เลยกลายเป็นว่าแม้จะลงทุนอดอาหารเช้า แต่ท้ายที่สุดกลับอ้วนขึ้นกว่าเดิมได้

หัวหน้าคณะนักวิจัย ดร.ฮามิด อาร์ ฟาร์ชชิ แห่งมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม กล่าวในรายงานผลการศึกษา ในวารสารวิชาการ "โภชนาการ" อเมริกันว่า เมื่อพิจารณารวมถึงผลการศึกษาที่แล้วๆมาด้วยแล้ว แสดงให้เห็นว่าการอดอาหารเช้า น่าจะเป็นภัยต่อสุขภาพในระยะยาว และในเรื่องที่ว่ามันช่วยรูปร่างผอมสะโอดสะองด้วยหรือไม่ ก็ยังไม่เคยทราบว่ามีความเกี่ยวพันกันด้วย นอกเสียจากว่าคนที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืชเป็นประจำ อาจจะมีส่วนเกี่ยวพันกันอยู่บ้าง

 ที่มา   หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (ออนไลน์) วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2548

v       แนะกินปลาแค่อาทิตย์ละครั้งลดภาวะสมองเสื่อม

ยาฮูนิวส์ - เป็นเรื่องน่าเศร้าของผู้มีน้ำหนักเกินกว่ามีปกติโดยแท้ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือดแล้ว การศึกษาล่าสุดยังพบว่าคนอ้วนเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมกว่าผู้มีน้ำหนักปกติถึง 6 เท่า แต่ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นที่แนะวิธีชะลอโรคเสื่อมโดยรับประทานปลาสัปดาห์ละครั้งซึ่งชะลอได้ถึง 3 ใน 4 จากความเสื่อมปกติจากรายงานของมีอา คิวิเพลโต (Miia Kivipelto) นักวิจัยชาวสวีเดนจากสถาบันคาโรลินสกา (Karolinska Institute) ในสต็อกโฮมที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Archives of Neurology ซึ่งเป็นวารสารด้านประสาทวิทยาของสมาคมแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) พบว่าผู้ที่เป็นโรคอ้วน ความดันสูง และมีระดับคอเลสเตอรอลสูงในช่วงวัยกลางคนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมในช่วงบั้นปลายของชีวิตถึง 2 เท่า

จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างประมาณ 1,500 คนตั้งแต่ปี 1972 พบว่า 16 % ในจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในวัยกลางคนและมีน้ำหนักเกินมาตรฐานนั้นจะเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมของผู้มีน้ำหนักปกติซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ใน 4 และผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มสู่ภาวะน้ำเกินซึ่งมีจำนวนครึ่งของประชากรในกลุ่มตัวอย่าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงทั้ง 3 ปัจจัยคือ ความอ้วน ความดันสูงและคอเลสเตอรอลสูงแล้ว พบว่าคนอ้วนเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าผู้มีน้ำหนักปกติถึง 6 เท่า  เป็นโรคอ้วนในวัยกลางคน ความดันเลือดสูงและมีคอเลสเตอรอลสูง ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นที่เสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเช่นกันคิวิเพลโตกล่าว ทั้งนี้โรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมอื่นๆ กำลังเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปทั่วโลก โดยเฉพาะประชากรผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ดีมีงานวิจัยอีกชิ้นของ ดร.มาธา แคลร์ มอร์ริส จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช (Rush University Medical Center) ในชิคาโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารการแพทย์ฉบับเดียวกันนี้ พบว่าการกินปลาเพียงสัปดาห์ละครั้งช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ โดยกรดไขมันโอเมกา 3 ที่มีอยู่ในปลานั้นทำให้สมองทำงานดีขึ้นพอๆ กับการตัดปัจจัยออกไป และจากการศึกษานาน 6 ปีพบว่าการกินปลายังปกป้องสมองของผู้สูงอายุได้ด้วย อัตราความเสื่อมของสมองลดลง 10-13% ต่อปีในผู้ที่บริโภคปลาสัปดาห์ละครั้งหรือมากกว่านั้น เปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคปลาน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง อัตราการลดลองนี้เท่าๆ กับชะลอความแก่ของสมองให้ลดลงได้ถึง 3 ใน 4 ดร.มอร์ริสกล่าวไว้ในรายงานการวิจัย

ที่มา  หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2548

v       แนะติดฉลากเตือนสารก่อมะเร็งในเฟรนช์ ฟรายส์

นักวิจัยสหรัฐพบด้านมืดของเฟรนช์ ฟรายส์ ที่ส่งผลต่อเด็กเล็กวัย 3-5 ขวบ ระบุรับประทานบ่อยๆ มีสิทธิเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อเติบใหญ่ ข้อมูลจากการวิจัยล่าสุดพบว่าแม้จะรับประทานเพียงสัปดาห์ละครั้งก็มีภาวะเสี่ยงมากถึงร้อยละ 27

ลอสแองเจลิส-อัยการแคลิฟอร์เนียเสนอติดฉลากเตือนสารก่อมะเร็งในเฟรนช์ ฟรายส์สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันเสาร์ (27 ส.ค.) ว่านายบิล ล็อคเยอร์ อัยการรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐ ได้เรียกร้องให้ศาลออกคำสั่งบังคับให้บรรดาร้านค้า 9 แห่งที่จำหน่ายมันฝรั่งอบกรอบและเฟรนช์ ฟรายส์ รวมไปถึงร้านแมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์ คิง เวนดี้ส์ ฟริโต เลย์ ต้องติดฉลากหรือป้ายเตือนให้บรรดาผู้บริโภคทราบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้นอาจมีสารอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อนอยู่  นายล็อคเยอร์ กล่าวว่า ตัวเองไม่ได้บังคับให้ผู้บริโภคเลิกรับประทานมันฝรั่งอบกรอบและเฟรนช์ ฟรายส์ แต่ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเลือกอาหารอย่างถูกต้อง ซึ่งถ้าหากนายล็อคเยอร์ประสบความสำเร็จในการขอให้ศาลสั่ง ร้านฟาสต์ฟู้ดและบริษัทผู้ผลิตอาหาร 9 แห่งทำตาม อีกไม่ช้าผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวที่จำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนียจะต้องติดป้ายเตือน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีบริษัทอย่างน้อย 1 แห่งประกาศว่าไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ยืนยัน อะคริลาไมด์ เป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งนี้ อะคริลาไมด์เป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากสารเคมีทำปฏิกิริยากับความร้อนสูง พบในอาหารหลายชนิดแต่ในระดับต่ำ ในคำร้องนี้ได้มุ่งไปที่เฟรนช์ ฟรายส์ และมันฝรั่งอบกรอบเพราะเป็นอาหารที่มีอะคริลาไมด์ มากกว่าอาหารชนิดอื่นๆ ก่อนหน้านี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สถาบันอาหารแห่งชาติสวีเดน เผยแพร่ผลการศึกษาที่พบว่า สารอะคริลาไมด์เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากอาหารที่อุดมไปด้วยแป้งและผ่านความร้อนสูง ขณะผลการศึกษาอื่นๆ ไม่พบความเกี่ยวข้องกับอาหารที่มีสารชนิดนี้ กับความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

ที่มา    หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2548  

v       หอมใหญ่ครึ่งหัว

ดร.วิคเตอร์ เกอร์วิช คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเกี่ยวกับหัวใจ และศาสตราจารย์แห่ง Harvard Medical School กล่าวว่า หัวหอมสดถือเป็นยาชั้นเลิศในการเพิ่ม HDL คอเลส  เตอรอลชนิดดี หอมหัวใหญ่ครึ่งหัวหรือน้ำที่สกัดจากน้ำในหอมหัวใหญ่ปริมาณเดียวกันช่วยเพิ่ม HDL ได้ถึงร้อยละ 30 ในคนที่เป็นโรคหัวใจหรือมีปัญหาคอเลสเตอรอลความคิดบรรเจิดเกี่ยวกับหัวหอมนี้ คุณหมอได้จากการแพทย์แบบหมอชาวบ้าน และได้ทำการทดสอบกับคนไข้ที่คลินิก ซึ่งประสบความสำเร็จดีมาก จนคุณหมอแนะนำให้คนไข้ทั้งหมดรับประทานหัวหอม แต่ควรกินสด ๆ นะคะ เพราะหัวหอมยิ่งโดนความร้อนจากการปรุงมากเท่าไร พลังในการเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอลตัวดีก็ลดลงไปมากเท่านั้น แต่หัวหอมสุกก็ยังมีประโยชน์ต่อหัวใจในด้านอื่น ๆ นะคะ

คุณหมอเกอร์วิชยังไม่แน่ใจว่าสารอะไรในหัวหอมกันแน่ที่เพิ่ม HDL อาจมีสารเดียวหรือมีเป็นร้อยก็ได้ การรักษาด้วยหัวหอมของคุณหมอประสบความสำเร็จกับคนไข้ถึงร้อยละ 70 ค่ะ ถ้าคุณไม่สามารถกินหัวหอมได้ถึงครึ่งหัวต่อวัน ก็กินเท่าที่กินได้ก็แล้วกัน กินน้อยก็ยังช่วยได้ หรือลองทำยำหรือลาบ โดยใส่หัวหอมสดซอยเยอะ ๆ ซิคะ ทั้งแซบทั้งดีกับหัวใจ

       ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ออนไลน์) วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2548

v       ยากับน้ำผลไม้อันตรายกว่าที่คิด

น้ำเปล่าดีที่สุดเมื่อต้องรับประทานยา เวลาที่ไม่สบาย เราก็ต้องกินยาเพื่อจะได้หายป่วยไว ๆ แต่บางทีถ้าหากว่าเป็นโรคบางโรคแล้วกินยา แล้วเผลอตามด้วยการดื่มน้ำผลไม้เข้าไป นั่นอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโกได้เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งบ่งว่า น้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาหมดไป เพราะก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด น้ำผลไม้จะต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ รวมไปถึงยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่

ผลการวิจัยที่ได้รับการเปิดเผย ก่อนหน้านี้ บ่งบอกถึงอันตรายของน้ำผลไม้  ในแง่ที่ส่งผลต่อการรับประทานยาเช่นกัน เพราะฤทธิ์ในการทำลายเอนไซม์ในร่างกายที่ทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เมื่อเอนไซม์ชนิดนี้ลดลง ทำให้ตัวยาบางชนิดรวมถึงยาที่ใช้ใน การรักษาโรคความดันโลหิต และ แอนติฮิสตามีน (Antihistamines) มีฤทธิ์ในการรักษารุนแรงขึ้น เพราะในบางกรณีที่ร่างกายได้รับตัวยามากเกินขนาด จะเป็นผลเสียต่อการรักษาและร่างกายผู้ป่วย

ที่มา www.mcot.net

v       คิดดี ๆ 'วาซาบิ' ไม่ได้ทำให้หายใจโล่ง

หลายต่อหลายคนคิดว่า วาซาบิ นั้นจะทำให้หายใจได้ปลอดโปร่งโล่งจมูกมากขึ้น แต่ผลวิจัยชิ้นล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์อเมริกันค้นพบว่า เครื่องปรุงสีเขียว ๆ รสชาติซู่ซ่านั้น นอกจากจะไม่ได้ทำให้ช่องจมูกหายใจสะดวกมากขึ้นแล้ว แต่อาจจะก่อให้เกิดผลตรงข้ามอย่างไม่มีใครคาดคิด

       ผลการศึกษารายงานต่อที่ประชุม สภาแพทยโสตศอนาสิกวิทยาอเมริกัน และมูลนิธิศัลยศาสตร์ศีรษะและคอ เมื่อวันอังคาร(21)ระบุว่า การกินวาซาบิดูเหมือนจะทำให้ทางเดินหายใจในโพรงจมูกติดขัด  นักวิจัยนำอาสาสมัคร 22คน มาทดสอบ โดยให้ค่อย ๆ ละลายวาซาบิขนาดเท่าเม็ดถั่วแขกในลิ้นๆ หลายๆ ครั้ง คั่นเวลาพักครั้งละ 1 นาที จากนั้นจึงให้อาสาสมัครรายงานว่า วาซาบิส่งผลกระทบต่อช่องจมูกหรือไม่ ทั้งนี้ได้ใช้ใช้อุปกรณ์อย่างหนึ่งเพื่อวัดการระบายในช่องจมูกเข้าช่วย เพื่อหลีกเลี่ยงการทึกทักเอาเองของอาสาสมัคร ทั้งก่อนและหลังการชิมว่าซาบิ

กลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีบอกว่าพวกเขาคิดว่ามันช่วยเปิดโพรงจมูก กระนั้นดร. เดวิด เอส คาร์เมลอน จากศูนย์การแพทย์ในโอล์คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย หัวหน้าทีมวิจัย เผยผลทอดสอบว่า วาซาบิเป็นจะขัดขวางการหายใจโดยทำให้ช่องว่างในโพรงจมูกเกิดแคบลง แต่ทำให้รู้สึกว่ามันเปิดมากขึ้น เขาอธิบายว่า วาซาบิอาจเป็นตัวการที่ปิดช่องทางเดินในช่องจมูก เพราะเมื่อกินวาซาบิจะทำให้เลือดไหลเวียนไปตามช่องจมูกมากขึ้น เลือดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะทำให้เกิดช่องว่าง ซึ่งทำให้ช่องทางเดินของจมูกหดลดลง

       ดร. คาร์เมลอนระบุว่า วาซาบิอาจจะทำให้รู้สึกว่าช่องจมูกเปิดมากขึ้น ด้วยการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้อากาศที่หายใจผ่านเข้ามาในช่องจมูกเย็นตัวมากขึ้น หรือไม่ก็กระตุ้นให้อากาศลอดผ่านเข้ามาในรูจมูกซึ่งช่วยทำให้อากาศไหลผ่านเข้ามาในจมูกง่ายขึ้น

       อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ค้นพบว่า วาซาบิไม่มีปราศจากประโยชน์ต่อร่างกาย การวิจัยหลายชิ้นในห้องแล็บได้ข้อสรุปว่า วาซาบิอาจไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง ป้องกันไม่ให้เกร็ดเลือดจับตัวเป็นก้อน แม้กระทั่งอาจช่วยต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ และฟันผุ อย่างไรก็แล้วแต่ ที่สำคัญ เครื่องปรุงรสสีเขียวทำจากต้นของ คาโนลาเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารต้นตำรับของชาวอาทิตย์อุทัย โดยเฉพาะการกินปลาดิบ ถ้าคุณรักวาซาบิก็จงลิ้มรสมันต่อไป แต่ถ้าคุณจะแนะนำว่ามันทำให้หายใจโล่งละก็ ลองคิดดูใหม่นะคาร์เมรอนสรุป      

       ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2547

v       บะหมี่สำเร็จรูปกินง่าย อร่อยปากลำบาก-สุขภาพ

"มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" เผยแพร่ผลการสำรวจปริมาณ "โซเดียม" อันตรายที่ซ่อนอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งพบว่า บะหมี่สำเร็จรูปส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสมากกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน จุดเด่นของบะหมี่สำเร็จรูปนั้นเป็นอาหารปรุงกินง่าย ราคาถูก แต่ข้อเสียสำคัญคือไม่มีสารอาหาร ทั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพถ้าบริโภคมากไป ความห่วงใยว่าบะหมี่สำเร็จรูปจะเป็นภัยเงียบไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมๆ กับยอดขายบะหมี่สำเร็จรูปที่พุ่งสูงถึง 6,500 ล้านซอง/ถ้วยต่อปี

สมาคมผู้บริโภคออสเตรเลีย(เอซีเอ) สำรวจพบว่า บะหมี่สำเร็จรูป 1 ซองมี "ไขมัน" มากพอๆ กับ "อาหารขยะ" จำพวกมันฝรั่งทอดจำนวน 1 ห่อเล็ก หรือเท่ากับพิซซ่า 1 ชิ้นเล็ก รวมทั้งมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าอาหารขยะอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเด็ก ที่สำคัญ "น้ำมัน" ทอดบะหมี่สำเร็จรูปมักเป็นน้ำมันพืชราคาถูก ซึ่งมีคุณสมบัติแตกตัวเป็น "กรดไขมันชนิดทรานส์" ที่เป็น 1 ในปัจจุบันกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจ   และจากเว็บไซต์ข่าวการแพทย์ WebMD ของสหรัฐรายงานว่า สเตฟานี่ บรู๊กส์ นักโภชนาการในซานฟรานซิสโกเตือนว่า คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ป่วยด้วยโรคหัวใจ กินยาขับปัสสาวะ และยารักษาอาการซึมเศร้าบางชนิดไม่ควรรับประทานบะหมี่สำเร็จรูปโดยเด็ดขาด เพราะมีโซเดียมกับผงชูรสสูง

       เหตุที่ไม่ค่อยเกิดกรณีกินบะหมี่สำเร็จรูปมากๆ แล้วป่วย เป็นเพราะผู้บริโภคสินค้าชนิดนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็ก วัยรุ่น คนหนุ่มสาว ซึ่งร่างกายยังแข็งแรง ข้อสงสัยอีกประการเกี่ยวกับพิษภัยของบะหมี่สำเร็จรูปที่แพทย์เตือนไว้ก็คือ การที่บะหมี่สำเร็จรูปใส่สี ใส่สารทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมากๆ รวมทั้งถูกทอดในน้ำมันซึ่งผ่านการทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง อาจจะทำให้เกิดการสะสมของ "คาร์บอน" ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นมาในสินค้าประเภทนี้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น บะหมี่สำเร็จรูปยังใส่ "ผงชูรส" ซึ่งเป็นสารเพิ่มรสชาติมากเกินไป ในกรณีของผู้ที่แพ้ผงชูรสเมื่อรับประทานเข้าไป อาจเกิดอาการเหนื่อยอ่อน ปวดหัว หรือมีไข้ด้วยสภาพเศรษฐกิจบวกกับอุปนิสัยเคยชินกับการบริโภคบะหมี่สำเร็จรูปย่อมทำให้การละเลิกรับประทานสินค้าชนิดนี้เป็นไปได้ยาก

แต่ถ้าคิดจะรับประทานก็ควรใช้วิธีต่อไปนี้เพื่อลด "โทษ" ที่ซุกซ่อนอยู่ในบะหมี่สำเร็จรูป เช่น ควรต้มให้สุก อย่ากินเปล่าๆ โดยไม่เติมน้ำ เพราะบะหมี่จะเข้าไปพองในกระเพาะอาจทำให้เกิดอาการจุกแน่นได้นอกจากนี้ ควรใส่ไข่และผักลงไปด้วยทุกครั้งเพื่อเพิ่มโปรตีนกับวิตามิน รวมทั้งเมื่อต้มเสร็จแล้วให้เทน้ำซุปออกสักครึ่งหนึ่งเพื่อลดปริมาณสารเคมีไม่พึ่งประสงค์ในน้ำซุป ที่ง่ายที่สุดคืออย่ากินเกินวันละ 1 ซอง และอย่าตามใจปาก ถ้าไม่หิวก็ไม่ควรฉีกซองบะหมี่สำเร็จรูปมากินเล่นๆ จนติดเป็นนิสัย ไม่เช่นนั้นสารพัดโรคจะมารุมเร้าเร็วกว่าที่คิด

       ที่มา  หนังสือพิมพ์ข่าวสดปีที่ 15 ฉบับที่ 5347   วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2548หน้า 23

v       กินอาหารไทยห่างไกลโรค

ใครจะรู้บ้างว่า ในขณะที่พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทย โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นจะถูกกระแสวัฒนธรรมการกินแบบตะวันตกเข้าครอบงำ จนกลายเป็นแฟชั่นนิยมอาหารขยะ หรือ Junk Food แต่ชาวต่างชาติกลับมีกระแสต่อต้านอาหารขยะทั้งที่เป็นของแบรนด์ดังและโนเนม และหันมานิยมบริโภคอาหารไทยกันมากขึ้นเนื่องจากมีรสชาติอร่อยครบเครื่อง แนวโน้มการบริโภคอาหารไทยของต่างชาติยิ่งมีมากขึ้นเมื่อมีการตอกย้ำคุณค่าของอาหารไทยโดยท่านเซอร์เจมี โอลิเวอร์ เชฟมือหนึ่ง ที่แม้แต่สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ยังทรงชื่นชอบในฝีมือการปรุงอาหาร ได้ออกมาประกาศชัดว่า อาหารไทยเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด เนื่องจากมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และยังนับเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วยยิ่งไปกว่านั้น ท่านเซอร์โอลิเวอร์ยังแนะนำ แกงเขียวหวานไก่ ให้เป็นเมนูเด็ดสำหรับเสิร์ฟเป็นอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ในอังกฤษ อีกด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากอาหารไทยถือว่ามีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากเครื่องปรุงที่มักประกอบด้วยเครื่องเทศและพืชผักพื้นบ้านนานาชนิดที่มีคุณสมบัติทางยา เช่น ใบกะเพรา โหระพา พริก กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ เป็นต้น มาถึงตรงนี้อยากจะขอหยิบยกตัวอย่างอาหารไทยที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าทางโภชนาการด้านสรรพคุณทางยาและสมุนไพรที่เรามักรับประทานกันบ่อยๆ ดังนี้

* ต้มยำ เมนูขึ้นชื่อที่ต่างชาตินิยมชื่นชอบและรู้จักกันไปทั่วโลก ทราบไหมว่าเป็นอาหารที่ให้ทั้งพลังงานและโปรตีนสูงทีเดียว แถมยังมีเครื่องปรุงสมุนไพรนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง และน้ำมะนาว ซึ่งล้วนแต่มีสรรพคุณช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร แก้หวัด และลดความดันโลหิตสูง

* แกงส้มดอกแค ให้คุณค่าทางอาหารคือ พลังงานและไขมันต่ำ ช่วยปรับสมดุลร่างกาย แถมในดอกแคยังให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี

* แกงเลียง อีกหนึ่งเมนูที่อุดมด้วยสารพัดผักพื้นบ้าน เป็นอาหารที่ให้แร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอสูง จึงเหมาะกับการกินแก้หวัด และยังเหมาะสำหรับหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน เพราะช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงกระดูก และบำรุงสายตา

* สะเดาน้ำปลาหวาน ทราบไหมว่าใบสะเดาไม่เพียงอร่อยลิ้นยิ่งกินยิ่งมัน แต่ยังมีคุณค่าอาหารสูงมาก ทั้งแร่ธาตุ แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 และวิตามินซี ซึ่งช่วยแก้ไข้หัวลม บรรเทาร้อน ช่วยปรับธาตุให้สมดุล ป้องกันมะเร็ง ช่วยให้เจริญอาหาร ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารจานประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโน่นแน่ะ

* แกงป่า เป็นอาหารที่ให้พลังงานและไขมันต่ำ แต่ให้กากและใยอาหารสูงมาก ให้แร่ธาตุและวิตามินสูงเกือบทุกชนิด ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยลดความดันโลหิตสูง ฆ่าพยาธิและเชื้อแบคทีเรีย

* แกงเขียวหวานไก่ อาหารไทยขนานแท้อีกจานหนึ่งที่อยากแนะนำ เนื่องจากมี#