|

วัฒนธรรมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยมีประเพณีสืบต่อกันมา
คนรุ่นหลังจะต้องศึกษาให้เข้าใจึงคุณค่า ความหมาย
และวิธีปฏิบัติของประเพณีนั้น ๆ พร้อมทั้งต้องรู้จักพัฒนา ปรับปรุง
ให้ประณีตงดงาม เหมาะสมตามกาลสมัย มีการสืบทอดและเผยแผ่ จนสามารซึม
ซับวิถีชีวิตไทยได้ตั้งแต่ความเป็นมาในอดีต การดำรงอยู่ในปัจจุบัน
และแนวโน้มความเป็นไปในอนาคต
วันนี้
สังคมได้ตระหนักถึงเทศกาลและประเพณีวัฒนธรรมไทย
กันอย่างมาก
แม้แต่รัฐบาลเองก็ตั้ง "กระทรวงวัฒนธรรม" ซึ่งแยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการ
เพื่อให้การจัดการ และการบริการงานวัฒนธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการที่ดีจะต้องอาศัยพลังจากคนไทยในสังคมร่วมกันสืบสาน
อนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทยให้เป็นสิ่งที่สังคมต้องตระหนักว่า..ถึงเวลาแล้วที่จะรักษาสืบทอดและอนุรักษ์ของดีๆเอาไว้
โดยพลังของสังคมเอง
ไม่ต้องมีใครบอก
ไม่ต้องมีใครรณรงค์หรือบังคับ แต่ขอให้เกิดจากใจของคนไทยทั้งหลาย
แล้วเราจะมีวัฒนธรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์อยู่คู่ประเทศไทย.
ประเพณีไทยอันดีงามที่สืบทอดต่อกันมานั้นล้วนแตกต่างกันไปตามความเชื่อ
ความผูกพันของผู้คนต่อ
พุทธศาสนาและการดำรงชีวิตที่สอดประสานกับฤดูกาลและธรรมชาติอย่างชาญฉลาดของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น
ทั่วแผ่นดินไทย ซึ่งประเพณีและอารยธรรมไทยยังนำมาซึ่งการท่องเทียว
เป็นที่รู้จักและประทับใจแก่ชาติอื่น นับเป็นมรดกอันลำค่าที่เรา
คนไทยควรอนุรักษ์และสืบสานให้ยิ่งใหญ่ตลอดไป
วันขึ้นปีใหม่ของไทย (
New
Year's Day )
: 1
Jan
วันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่เดิมไทยเราถือเอา
วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่
ต่อมาได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็น วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพาหมณ์
ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ หรือวันแรกที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากจักรราศีมีน
ไปสู่จักราศีเมษ ( เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า สงกรานต์ แปลว่า
การเคลื่อนย้าน)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่
1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยต่อมาคณะรัฐบาลในสมัยจอมพลของ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้ใช้ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484
เป็นวันปีใหม่ตามสากลนิยมตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดานานาอารยประเทศ ซึ่งนิยมใช้วันที่ 1 มกราคม
เป็นวันขึ้นปีใหม่กันทั่วโลก
กิจกรรมต่างที่ควรปฎิบัติในวันขึ้นปีใหม่
1.เก็บกวาดดูแลทำความสะอาด
ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
2. ทำบุญตักบาตร
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว
3. ไปวัดเพื่อทำบุญ ถือศีล ปฎิบัติธรรม
หรือฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯ เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใจเบิกบาน
ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
4.ตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ
ที่ได้ทำมาตลอดปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าสำเร็จลุล่วงไปได้แค่ไหน
หากมีคั่งค้างก็เร่งขวนขวายปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตน
ถ้าอยู่ในเกณฑ์ดีก็ให้ตั้งใจทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป
5.
หากมีเรื่องบาดหมางหรือขุ่นเคืองกับผู้ใด
ในวันนี้ควรถือโอกาสให้อภัยซึ่งกันและกัน
เริ่มสานความสัมพันธ์ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยดี
วันเด็กแห่งชาติ
(Thai children Day) : 14
Jan
นายวี เอ็ม กุลกานี
ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ
เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น
เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของเด็ก
และเพื่อกระตุ้นเตือนให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง
งานวันเด็กแห่งชาติในเมืองไทยจัดในวันเสาร์ที่
2 ของเดือนมกราคม
จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน
ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ
ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในวันเด็กแห่งชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ทรงโปรดระทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี
จะมอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กไทยทุกปี
วันครู
(Teachers Day )
:
16 Jan
ครูนับเป็นปูชนีย์บุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก
ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ ประสบการณ์
ตลอดจนเป็นผู้มีความเสียสละ
ดูแลเอาใจใส่สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา
อันจะเป็นหนทางในการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเอง
รวมทั้งการนำพาสังคมประเทศชาติก้าวหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
"ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง …”
ดัง นั้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กำหนดให้
วันที่ 16 มกราคม ของทุกปี เป็น "วันครู"
โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัตครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16
มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู ในทุกๆปี
คุรุสภาได้ให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา
และซักถามข้อข้องใจต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา
โดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัยการจัดงานวันครูให้มีกิจกรรมเป็น
3 ประเภทๆ ดังนื้ คือ
1. กิจกรรมทางศาสนา
2.พิธีรำลึกถึงคุณบูรพาจารย์ การประกอบพิธีปฎิญาณตนการให้รางวัลเพื่อเป็นการยกย่องส่งเสริมครูอาจารย์ที่มีผลงานความสามารถจนเป้นที่ยกย่อง
3. จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู เช่น
การแข่งขันกีฬา การจัดงานรื่นเริงสังสรรค์ ฯลฯ
กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฎิบัติในวันครู
1. ร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรดาบูรพาจารย์ผู้ล่วงลับ
2. ส่งบัตรอวยพร หรือไปเยี่ยมเยือนครูอาจารย์ที่เคยให้ความรู้อบรมสั่งสอน
เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวที
3. ร่วมพิธีบูชาบูรพาจารย์
4. ร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น เช่น นิทรรศการเกี่ยวกับครู การเรียนการ
สอน
หรือ กิจกรรมการกุศลที่หารายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือครู
วันกองทัพไทย(Thai Army Day) :
25 Jan
วันที่ระลึกที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อสมเด็จพระมหาอุปราชาเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
และสถาบันพระมหากษัตริย์ของชาติไทยเราที่ทรงทำนุบำรุงประชาราษฎร์
ทรงเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน
ก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยตลอดจนชนทุกชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อสมเด็จพระมหาอุปราชานั้น
ตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๑๓๕ และทางกองทัพไทยได้กำหนดเอาวันที่
๒๕ มกราคม เป็นวันกองทัพไทย
กิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
-
จัดสัมมนาทางวิชาการเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ
และความสำคัญของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- จัดนิทรรศการพระราชประวัติและผลงาน
กิจกรรมอื่นๆ
- ทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศล
- ประดับธงชาติสถานที่ราชการ และอาคารบ้านเรือน
- วางพวงมาลา
- การแสดงเทิดพระเกียรติ
วันตรุษจีน
(Chinese New Year) :18
Feb
วันสำคัญ ๆ ของวันตรุษจีนจะมีอยู่ 3
วันคือ วันจ่าย วันไหว้ และวันถือหรือวันเที่ยว
ซึ่งชาวจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีนได้ถือ
ปฏิบัติกันมาช้านาน มีรายละเอียดที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะวันถือในเทศกาลวันตรุษจีนนี้ที่บอกว่า
ชาวจีนจะพูดและทำในสิ่งที่เป็นมงคล ไม่พูดจาหยาบคาย
จุดเด่นสำหรับเทศกาลตรุษจีน
เป็นธรรมเนียมของการเริ่มต้นโดยมีจุดเด่นว่าเป็นข้อคิดว่าไหน ๆ
จะเริ่มปีใหม่เริ่มให้ดีๆ ตั้งใจทำให้ดี ๆ ตั้งสมาธินิดหนึ่ง
อะไรที่ดีและธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งที่ชอบคือ
เป็นธรรมเนียมการไปอวยพรญาติมิตรเรียกว่า ไปไป๊เนีย เอาส้ม 4 ผล
ถ้าเป็นของดั้งเดิมที่เคยเห็นจะเอาส้ม 4
ผลใส่ผ้าเช็ดหน้าผู้ชายผืนใหญ่ไปไหว้ญาติมิตร ไปอวยพร แล้วส้ม 4
ผลให้ไปเจ้าบ้านจะรับมาจะมาเปลี่ยนเอาส้ม 2 ใบใส่เข้าไป แล้วคืนส้ม 4
ใบให้กับแขกผู้มาเยือนเป็นการอวยพร เป็นการแลกเปลี่ยนโชคลาภ
มอบโชคลาภให้แก่กัน แล้วเจอหน้ากันจะอวยพรกัน ซินเจียยู่อี่ ซินนี้อวดใช้
จะแปลว่าเวลาใหม่ให้สมใจ ปีใหม่ให้สมปรารถนาจะนิยมอวยพรเป็นคำอื่นก็ได้เช่น
ห่วงสื่อยู่อี่
ทุกเรื่องให้สมปรารถนาที่เอามาตั้งเป็นชื่อหนังสือรวบรวมลวดลายศิริมงคล
จากคำอวยพรวันตรุษจีนเช่นกัน
คำอวยพรวันตรุษจีนจะมีคำเฉพาะเรียกว่าตุ้ยเลี้ยง ตุ้ยแปลว่าคู่
เลี้ยงหมายถึงการแสดงความคิดเห็น เป็น 2 วลีคู่ อย่างซินเจียยู่อี่วลีหนึ่ง
ซินนี้ฮวดใช้วลีหนึ่งคู่กันบางทีจะเป็นแผ่นป้ายคำอวยพรแปะไว้ที่หน้าประตูบ้านหาซื้อได้แถวเยาวราช
เพราะฉะนั้นตรุษจีนจุดเด่นคือการทำแต่สิ่งที่ดีพูดคำดี อวยพรแต่สิ่งที่ดี
บางบ้านจะมีการปิดยันต์แผ่นใหม่ที่หน้าประตูบ้าน
เพื่อให้คุ้มครองตัวเราและครอบครัว
จังสังเกตได้ว่าข้อดีหรือจุดเด่นของวันตรุษจีนนั้น ชาวจีนจะทำแต่สิ่งที่ดี
พูดดี และไปอวยพร
ญาติมิตรหรือญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูสำหรับอดีตไม่ทราบ
เพราะเกิดไม่ทัน และไม่ได้ไปศึกษา
แต่มองว่าปัจจุบันนี้คนจีนยังคงธรรมเนียมนี้อยู่
เป็นธรรมเนียมที่ได้รับการสนใจและสืบสานจนถึงทุกวันนี้
ถ้าไปย่านเยาวราชวันจ่ายอย่าได้ผ่านไป รถจะติดมาก และทุกปีเป็นอย่างนี้
เชื่อว่าปีนี้จะยังคงติดอยู่ ยังคงไปจับจ่ายซื้อของกัน
และก่อนเริ่มเทศกาลประมาณเดือนหนึ่งจะมีการตั้งแผงขายตุ้ยเลี้ยงหรือแผ่นคำมงคลอวยพรไปหาซื้อได้
เป็นแผ่นแดง ๆ และมีตัวอักษรจีนสีทองพิมพ์แปะอยู่ เลือกได้ชอบคำไหน
ปีนี้ถ้าอวยพรท่านผู้ฟัง จะอวยพรว่าโป่วโป่วกาเซ็ง แปลว่าทุกก้าวให้สำเร็จ
เพราะในภาวะเศรษฐกิจสังคมที่ทุกคนบอกมีปัญหามาก ติดขัดไปหมด
การทำงานขาดทุนแล้วขาดทุนอีกจะไปรอดไม่รอด อยากอวยพรโป่วโป่วกาเซ็ง
ทุกก้าวให้สำเร็จ ไม่ว่าจะทำ
อะไรขอให้สำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรขอให้ไปรอดปลอดภัย
และอีกคำหนึ่งซุกยิบเพ็งอัง แปลว่าเข้าออกปลอดภัย
เพราะทุกวันนี้มีอุบัติเหตุมีอะไรที่เราคาดไม่ถึง
จะเข้าออกนอกบ้านขอให้ปลอดภัย ขอให้โชคดี และทุก
ๆก้าวให้สำเร็จในโอกาสที่สัปดาห์นี้เป็นเทศกาลวันตรุษจีน
ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน
คุณจิตราได้กรุณาฝากคำอวยพรไปถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่มีเชื้อสายจีนหรือชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทยอย่างที่อวยพรว่าโป่วโป่วกาเซ็ง
ให้ทุกก้าวสำเร็จ ให้ชุกยิบเพ็งอัง
คือชีวิตที่เข้านอกออกนอกบ้านขอให้ปลอดภัย
และฝากเกร็ดความรู้อีกนิดหนึ่งคนจีนที่พิถีพิถันจะดูฤกษ์ยามในการออกนอกบ้านครั้งแรกในวันตรุษจีน
คือจะเป็นความเชื่อของคนโบราณว่าถ้าออกนอกบ้านในช่วงเวลาที่ดีจะราบรื่นเรื่อยไปตลอดปี
แต่ถ้าออกนอกบ้านครั้งแรกผิดเวลา เป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีอาจจะมีอะไรติดขัด
ฝากให้ลองดูว่าอาจเป็นไปได้ เป็นกำลังใจนิดหนึ่ง
และเกร็ดความรู้อีกอย่างหนึ่งคือจีนหยุดยาว
บางคนจะดูฤกษ์ยามในการเปิดร้านหลังวันตรุษจีน บางคนดูฤกษ์วันดี
บางคนดูฤกษ์สะดวก เช่น
บางคนจะดูว่าที่เล่าไว้ว่าจะมีการไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ในวันที่ 24 เดือน
12 ซึ่งเจ้าจะขึ้นสวรรค์ 10 วัน และจะลงมาอีกทีวันที่ 4 เดือน 1
บางคนถือเป็นฤกษ์ว่าเจ้าลงมาแล้วจะอวยพรให้ปลอดภัย ให้ก้าวหน้าโชคดี
จะเปิดกิจการเปิดร้านในวันที่ 4 เดือน 1 ตรงนี้สะท้อนความหลากหลาย
บางคนเปิดงานในวันสะดวก บางคนเปิดงานในวันฤกษ์ดี
บางคนเปิดงานในวันที่เหล่าเอี้ยะเหล่าที คือเจ้าเสด็จลงมา
ตรงนี้สะท้อนคำว่าธรรมเนียม แปลว่าความนิยม อาจจะนิยมต่างกันได้
เพราะฉะนั้นคือเกร็ดความรู้ที่ขอฝากท่านผู้ฟัง
และอย่างที่ฝากไว้ว่าคำอวยพรสำหรับปีนี้ โป่วโป่วกาเซ็ง
ทุกก้าวให้สำเร็จชุกยิบเพ็งอัง เข้าออกนอกบ้านขอให้ปลอดภัยโชคดี
แถมอีกคำหนึ่ง บ่งสื่อหยู่อี้ ทุกเรื่องให้สมปรารถนา
วันมาฆบูชา
(Makha
Bucha Day) : 3 March
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ
กลางเดือน 3 หรือราวเดือนกุมภาพันธ์ แต่หากเป็นปี อธิกมาส ( ปีที่มีเดือน 8
สองหน ) วันมาฆบูชาจะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำกล างเดือน4
หรือประมาณเดือนมีนาคม เป็นวันที่ดวงจันทร์เสวยฤกษ์
มาฆบูชาย่อมาจากคำว่า " มาฆปุรณมีบูชา " แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3
ถือเป็นวันจาตุรงคสันนิบาต แปลว่า ปารประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4
ซึ่งมีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกันคือ
1 .พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป
ซึ่งจาริกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ.
เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
2. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์
และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
3. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพียงกัน โดยมิได้มีการนัดหมาย
4. วันที่มาประชุม ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ ( วันเพ็ญกลางเดือน 3 )
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
คือ โอวาทปาติโมกข์
โอวาทปาฎิโมกข์
โอวาทปาฎิโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา 3
ประการ ได้แก่
1. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง
2. ทำความดีให้ถึงพร้อม
3. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
การแสดงโอวาทปาฎิโมกข์ พระพุทธเจ้าทรงกระทำ เมื่อตรัสรู้แล้ว 9 เดือน
กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฎิบัติในวันมาฆบูชา
1. ทำบุญใส่บาตรในตอนเช้า
2. ไปวัดเพื่อปฎิบัติธรรม และฟังพระธรรมเทศนา
3. ไปเวียนเทียนที่วัด
4. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
วันจักรี
(Chakri Day) :
6
April

การจัดงานวันจักรี
มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6
พระราชทานโอกาสให้ประชาชนไทย
ได้แสดงเวทิคุณต่อพระมหากษัตริย์ราชในพระบรมจักรีวงศ์ทุกราชกาล
โดยโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเป็น "วันที่ระลึกมหาจักรี"
จึงได้ยึดถือปฎิบัติเป็นประจำทุกปีนับแต่นั้นมา
ประวัติความเป็นมา
ในปีพ พ.ศ. 2324 เกิดศึกทางกัมพูชา
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ถืออาญาสิทธ์เป็นแม่ทัพไปปราบ
พร้อมกันนั้นยังได้ทรงถอดฉลองพระองค์พระราชทานให้ด้วย
เหมือนกับจะเป็นบุพนิมิตว่า
สมเด็จเจ้าพระมหากัตริย์ศึกจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไปในภายหน้าและการณ์ก็เป็นจริงดังนั้น
ด้วยเพราะเกิดการจราจลขึ้นในกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระสติฟั่นเฟือน
เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับสู่พระนคร
บรรดาเหล่าข้าราชการและราษฎร์ทั้งปวง จึงอัญเชิญให้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงค์จักรีในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
เพื่อปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์สืบต่อไป ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 48
พรรษาหลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงโปรดให้มีการสร้างพระนครขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องกับกรุงธนบุรีราชธานีเดิม
และทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน6 ขึ้น10 ค่ำ ปีขาล
จุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ 2325 โดยพระราชทานนามว่า.-
"กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา
มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต
สักกะทัติยวิษณุกรรมประสิทธิ"
และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ทรงเปลี่ยนนามใหม่เป็น "กรุงเทพมหานคร อมรรัตน์โกสินทร์ฯ"
พระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีทุกพระองค์
ได้ปกครองบ้านเมืองด้วยความผาสุก ตั้งมั่นอยู่ในทศพิศราชธรรม
และสามารถนำพาประเทศรอดพ้นวิกฤติการณ์ต่างๆมาได้ด้วยพระปรีชาสามารถ
ไม่ว่าจะเป็น การล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ฯลฯ
ดังนั้น คนไทยทุกหมู่เหล่าจึงพร้อมใจกันถือเอา วันที่ 6 เมษายน
ซึ่งเป็นวันที่ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีทรมหาจักรีบรมนาถ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จสู่พระนคร ดำรงราชอาณาจักรสยามในวันแรก
เป็นวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ หรือ วันจักรี
ระยะเวลาตั้งแต่ตั้งกรุงเทพมหานครฯ เมื่อปี พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา
จนถึงปัจจุบันจึงเรียกว่า "สมัยรัตนโกสินทร์"
กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฎิบัติในวันจักรี
1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
2.
นำพวงมาลาหรือพุ่มดอกไม้ไปถวายบังคมที่สถานพระบรมราชานุสรณ์
3. จัดนิทรรศการ ร่วมขบวนเฉลิมพระเกียรติ
4. จัดให้มีพิธีทางศาสนา
วันสงกรานต์
(Songkran
Festival Day) : 13-15 April
สงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น
หรือก้าวขึ้นการย้ายที่ เคลื่อนที่ คือ พระอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีใหม่
หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ในวันที่ ๑๓,๑๔,๑๕ เมษายน ทุกปี
แต่วันสงกรานต์ คือ วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔
เป็นวันเนา วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก
สงกรานต์ เป็นเทศกาลวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ของคนไทย
ซึ่งยึดถือสืบเนื่องมาแต่โบราณ
เป็นระยะเวลาเข้าฤดูร้อนที่เสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าว
จึงว่างจากการงานประจำ มีการละเล่นสนุกสนานรื่นเริงร่วมกันในแต่ละหมู่บ้าน
ตำบลหรือเมืองหนึ่ง ๆ แม้ปัจจุบันทางราชการประกาศวันที่ ๓๑ ธันวาคม
เป็นวันสิ้นปี และวันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่
แต่ประเพณีการทำบุญและการรื่นเริงในวันตรุษและสงกรานต์ก็ยังคงมีอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย
ตรุษสงกรานต์ถือเป็นนักขัตฤกษ์ที่ขึ้นหน้าขึ้นตามาแต่ดึกดำบรรพ์
ก่อนจะถึงวันสงกรานต์จะมีการเตรียมเครื่องแต่งตัวประกวดประขันกัน
พิธีกรรม
วันตรุษและวันสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่คนไทยยังถือว่าเป็นวันสิ้นปี
วันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ จึงต้องเตรียมงานเป็นการใหญ่จนมีคนพูดกัน "ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่"
สิ่งที่ตระเตรียมเป็นพิเศษ คือ
๑. เครื่องนุ่งห่มเพื่อใส่ในโอกาสไปทำบุญที่วัด
ตลอดจนเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย
๒. ของทำบุญ เมื่อใกล้จะถึงวันงานก็เตรียมของทำบุญเลี้ยงพระ
และที่เป็นพิเศษ ๒ อย่าง คือ ข้าวเหนียวแดงในวันตรุษ
และขนมกวนหรือกะละแมในวันสงกรานต์ ซึ่งสิ่งของ ๒
อย่างนี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทำบุญตรุษสงกรานต์เหมือนกับการทำกระยาสารท
เพราะนอกจากทำขึ้นเพื่อทำบุญแล้วยังแลกเปลี่ยนแจกจ่ายกันในหมู่บ้านใกล้เคียง
๓. การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อาศัยตลอดจนบริเวณใกล้เคียง
เพื่อให้ดูเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บูชาพระและที่เก็บอัฐิบรรพบุรุษ
แม้เสื้อผ้าที่ใช้สอยก็ต้องซักฟอกให้สะอาดหมดจดโดยถือว่าสกปรกให้สิ้นไปพร้อมกับปีใหม่และต้อนรับปีใหม่
ด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
๔. สถานที่ทำบุญ วัดเป็นสถานที่ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระ
และทำต่อเนื่องกันหลายวัน เมื่อทำความสะอาดกุฏิที่อาศัยแล้ว
ยังต้องทำความสะอาดหอสวดมนต์ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ตลอดจนลานวัด
เพื่อให้ดูร่มรื่นชื่นตาชื่นใจของผู้มาทำบุญในวันสำคัญ
เพราะต้องใช้ในกิจกรรมหลายอย่าง ได้แก่ การทำบุญตักบาตร สวดมนต์ เลี้ยงพระ
การฟังเทศน์ การก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ บังสุกุลอัฐิ การปล่อยนกปล่อยปลา
บางวัดชาวบ้านยังใช้ลานวัดเป็นสถานที่รื่นเริงสนุกสนาน เช่น
สาดน้ำและมีการเล่นอื่น ๆ เช่น ช่วงชัย ชักกะเย่อ เข้าทรงแม่ศรี เป็นต้น
การทำบุญถือเป็นกิจกรรมสำคัญในภูมิภาคนั้น
ถ้าตรุษกับสงกรานต์ต่อเนื่องกันจะทำติดต่อกันไป
แต่ถ้าไม่ต่อเนื่องกันก็จะทำบุญอันเป็นส่วนของตรุษส่วนหนึ่งแล้วเว้นระยะไปเริ่มทำบุญวันสงกรานต์อีกส่วนหนึ่ง
แต่ในบางจังหวัดแม้วันตรุษและสงกรานต์อยู่ห่างกันมากน้อยเพียงใด
ก็คงทำบุญต่อเนื่องกันจนสิ้นวันสงกรานต์
การรื่นเริงจะเริ่มมีตั้งแต่วันตรุษติดต่อกันไปจนสิ้นวันสงกรานต์
ไม่ว่าวันตรุษและวันสงกรานต์จะต่อเนื่องกันหรือไม่
แต่ในส่วนกลางคือกรุงเทพมหานคร มีการทำบุญและการรื่นเริงกัน
เฉพาะในวันมหาสงกรานต์เท่านั้น และมักจะมีวันเดียวกันคือวันที่ ๑๓ เมษายน
การทำบุญ
มีการทำบุญในตรุษสงกรานต์ทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ เช่น
การก่อพระเจดีย์ทราย การปล่อยนกปล่อยปลา การสรงน้ำพระ การสรงน้ำพระพุทธรูป
การสรงน้ำพระภิกษุสามเณร การรดน้ำผู้ใหญ่ การทำบุญอิฐ การสาดน้ำ
การแห่นางแมว
สาระ
๑. เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงการที่ชีวิตได้ผ่านพ้นไปปีหนึ่ง
และจะต้องเผชิญกับชีวิตในปีใหม่อีกต่อไปด้วยความไม่ประมาท
๒. เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้แพร่หลายยิ่งขึ้นไป
๓. เป็นการส่งเสริมความสำนึกในกตัญญูกตเวทีที่แสดงต่อบุพการี และบรรพบุรุษ
๔. เป็นการสืบทอดการละเล่น การละเล่นพื้นเมือง และประเพณีอันดีงาม
๕. มีการชักชวนให้งดเว้นอบายมุข เช่น งดเว้นการดื่มสุราเมรัย
การเล่นการพนัน
วันแรงงานแห่งชาติ (National Labour Day) :
1 May
เป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงาน
เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในคุณภาพ ความเป็นอยู่
ตลอดจนสิทธิอันชอบธรรมที่มีผู้ใช้แรงงานสมควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง
รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ
มีการจัดงานระลึกถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานเป็นประจำทุกปี
ในปัจจุบันได้มีการก่อตั้ง กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ขึ้น
เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือในด้านสวัสดิการความเป็นอยู่
ตลอดจนพัฒนาฝีมือแรงาน มีรูปเทวดา 3 องค์เป็นสัญลักษณ์
มีการจัดงานฉลองวันแรงงานแห่งชาติ ได้มีการชุมนุมกันที่ถนนริมสนามหลวง
ด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเดินขบวนมาที่สนามเสือป่า
มีการเปิดอภอปรายกันในหอประชุมสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
พร้อมทั้งแสดงละครการเมืองประกอบเนื้อหาโจมตีนักล่าอาณานิคมเป็นสำคัญ
มีกรรมกรเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ประมาณ 5 หมื่นคนเศษ
กิจกรรมต่างๆที่ควรปฎิบัติในวันแรงงานแห่งชาติ
1.จัดนิทรรศการ แสดงความสำคัญ ประวัติความเป็นมา ของวันแรงงาน
และความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน
2.จัดกิจกรรม นิทรรศการและการรณรงค์
เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน ทั้งในด้านสวัสดิการ
การคุ้มครองความปลอดภัย การพัฒนาฝีมืออาชีพ
วันฉัตรมงคล
(Coronation Day) : 5
May
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
วันฉัตรมงคล
เป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภุมิพลอดุลยเดชทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์
กล่าวคือพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489
แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป
จนกระทั้งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วจึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทย
และรัฐบาลไทยได้น้อมเกล้าฯจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5
พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เหล่าพสกนิกรชาวไทย ได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี
เป็นวันฉัตรมงคลรำลึกพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
และได้ทรงประกอบพระราชพิธีจุดเทียนชัย
วันพืชมงคล
(Royal Ploughing ceremony Day ) :
11 May
วันพืชมงคล หมายถึง
วันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่สืบทอดมาแต่โบราณ
เพื่อเป็นศิริมงคลแด่พืชพันธ์ธัญญาหารบำรุงขวัญเกษตรกรและเตือนให้เริ่มเพาะปลูกข้าวและพืชไร่อันเป็นธัญญาหาร
หลักในการดำรงชีวิตของชาวไทยตามตำราโหราศาสตร์พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญต้องอยู่ในระหว่างเดือน
๖
โดยที่มีประเพณีต้องหาฤกษ์ตามตำราทางจันทรคติจึงไม่ได้กำหนดวันเวลาไว้ตายตัว
ตามปกติแล้วจะตกอยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคม การที่ต้องกำหนดให้อยในเดือน ๖
ก็เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝนเป็นระยะ เวลาที่ เหมาะสมสำหรับเกษตรกร
ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนาอันเป็นอาชีพหลักสำคัญของชาวไทยมาแต่โบราณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกพันธุ์ข้าวทดลองในนาทดลองบริเวณสวนจิตรลดา
พระราชวังดุสิต เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วพระราชทานนำมาเข้าในพระราชพิธี และ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แบ่งไปหว่านที่ลานประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งจัดบรรจุซองส่งไปยังจังหวัดต่าง
ๆ ทั่วราชอาณาจักรสำหรับแจกจ่ายแก่เกษตรกร
เพื่อเป็นสิริมงคลตามพระราชประสงค์ที่ทรงส่งเสริมการเกษตร
วันวิสาขบูชา
(Visakha Bucha)
และ
วันต้นไม้แห่งชาติ
:
12
May
วันวิสาขบูชานั้นเพราะเป็นวันตรงกับวันเพ็ญ (วันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวง)
เดือนวิสาขบูชาซึ่งตรงกับเดือน
6
ของไทย วันกลางเดือน
6
เป็นวันที่พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ ถ้าเป็นปีที่มีอธิกมาส คือมีเดือน
8
สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันเพ็ญ (วันกลางเดือน) เดือน
7
เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปีพุทธศาสนาชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต
(พระสงฆ์
สามเณร) หรือ ฆราวาส (ผู้ครองเรือน) ทั่วไป
จะร่วมกันประกอบพิธีเป็นการพิเศษทำการสักการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณา
พระปัญญาคุณ และพระวิสุทธิคุณ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงประทีปโลก
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายถือเอาความอัศจรรย์
3
ประการที่เกิดขึ้นในวาระเดียวกัน แต่ละประการได้เกิดขึ้นในโอกาสต่างกัน
ความอัศจรรย์ทั้ง
3
ประการที่เกิดในวันวิสาขบูชา ได้แก่
1.
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูต
2.
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ
4
และ
3.
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน
(ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ
สร้างภาพอีกต่อไป)
พิธีวิสาขบูชา
ขอสรุปเอาแต่ใจความสำคัญมาให้ทราบดังนี้ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้ของหอม
จุดประทีปโคมไฟดูแลสว่างไสวไปทั่วทั้งพระนคร ต่างชวนรักษาศีล และอุโบสถศีล
ฟังพระธรรมเทศนา ประชาชนบางหมู่บางเหล่าบ้างก็ถวายสลากภัตต์ ถวายสังฆทาน
บูชาสักการะนมัสการน้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
และพระสังฆคุณด้วยเครื่องสักการะบูชามีดอกไม้ของหอม เป็นต้น จุดธูปเทียน
และเวียนเทียนรอบพระประธาน
วันต้นไม้แห่งชาติ
จัดเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้คนไทย ตระหนักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้
อันจะเป็นหนทางนำไปสู่การอนุรักษ์และรู้จักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า
เพื่อเก็บรักษาไว้ให้ลุกหลานต่อไปในอนาคต
กิจกรรมต่างๆที่ควรปฎิบัติในวันต้นไม้แห่งชาติ
1.
จัดนิทรรศการ เอกสารเผยแพร่ คุณประโยชน์และความสำคัยของป่าไม้
รวมทั้งการอนุรักษ์
2.ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับวันต้นไม้แห่งชาติซึ่งจัดโดยภาครัฐบาลหรือเอกชนต่างๆ
เช่นการปลูกต้นไม้ การป้องกันไฟฟ้า ฯลฯ
วันหยุดธนาคาร
(Bank Holiday)
:
1
July
วันอาสาฬหบูชา
(Asalaha Bucha)
:
10
July
วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8
ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์
หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ หรือ เดือน ๘
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศ พระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา คือ
ธรรมจักกัปปวัตนสูตร เป็นผลให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขึ้น ในพระพุทธศาสนา
จนถือได้ว่าเป็นวันแรกที่มี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ครบเป็นองค์พระรัตนตรัย
มีความสำคัญคือ
๑. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กัณฑ์แรก)
เนื้อหาว่าด้วยทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่นำไปสู่การบรรลุนิพพาน
๒. เป็นวันแรกที่ ฤาษีโกณฑัญญะได้บรรลุโสดาปัตติผล
แล้วทูลขอบวชเป็นพระสาวกรูปแรก
ที่เป็นประจักษ์พยานในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเป็น
ประเทศแรกในบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาที่ประกาศให้มี
วันอาสาฬหบูชาและถือปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน
๓. เป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยสมบูรณ์กล่าวคือ มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ
และพระสังฆรัตนะเกิดขึ้นในโลก เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเทศนาเป็นกัณฑ์แรก
จึงเรียกเทศฯกัณฑ์นี้ว่า "ปฐมเทศนา"และหลังจากแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว
ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก
ได้กราบฑูลขอบวชและพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต โดยทรงทำการอุปสมบทให้แบบ
เอหิภิกขุอุปสัมปทา นับเป็น"ปฐมสาวก" ของพระพุทธเจ้า
การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันอาสาฬหบูชา
๑.ทำความสะอาดบ้าน โรงเรียน และ ที่ทำงาน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร
และจัดแต่งที่บุชาประจำบ้าน
๒. ศึกษาเอกสาร หรือสนทนา เกี่ยวกับความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา
รวมทั้งหลักธรรม คือ ทางสายกลาง และแนวทางปฏิบัติในครอบครัว และ สถานศึกษา
๓. สมาชิกในครอบครัว ปรึกษา หารือ
หาแนวทางในการป้องกันการแก้ปัญหาในครอบครัว โดยใช้หลักธรรมทางสายกลาง
และส่งเสริมให้เกิดการลด ละ เลิก อบายมุข
๔. นำครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน
๕. ปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ ฟังธรรม เวียนเทียน
เจริญภาวนา
๖. กิจกรรมอื่นที่เหมาะสม เช่น ปลูกต้นไม้ บริจาคโลหิต
วันเข้าพรรษา
Khao Phansa (Buddhist Lent Day) :
1 1 July
วันเข้าพรรษานี้โดยทั่วไปกำหนดในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า
วันเข้าพรรษา (ปุริมพรรษา) ถ้าปีใดเป็นปีอธิกมาส มีเดือน ๘ สองหน
ก็เลื่อนไปเข้าพรรษา ในวันแรม๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาได้ก็เลื่อนเข้าพรรษา ในแรม ๑
ค่ำเดือน ๙ ก็ได้ ไปสิ้นสุดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน๑๒ เรียกว่า
วันเข้าพรรษาหลัง (ปัจฉิมพรรษา) การเข้าพรรษา เป็นพุทธบัญญัติ
ซึ่งพระภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตาม หมายถึง
การอธิษฐานอยู่ประจำที่ไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ
เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริง ๆช่วงจำพรรษาจะอยู่ในช่วงฤดูฝนคือแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี ดังนั้น วันเข้าพรรษา หมายถึง
วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำในวัดหรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่งไม่ไปค้างแรมในที่อื่น
ตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน
ความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนและเป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาด้วยเหตุผลดังนี้
๑.
พระภิกษุจะหยุดจาริกไปยังสถานที่อื่นๆแต่จะเข้าพักอยู่ประจำในวัดแห่งเดียวตามพุทธบัญญัติ
๒. การที่พระภิกษุอยู่ประจำที่นานๆ
ย่อมมีโอกาสได้สงเคราะห์กุลบุตรที่ประสงค์จะอุปสมบทเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและสงเคราะห์พุทธบริษัททั่วไป
โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ
อานิสงส์อย่างสูง
๓. เป็นเทศกาลที่พระพุทธศาสนิกชนงดเว้นอบายมุขและความชั่วต่าง ๆ เช่น
การดื่มสุราสิ่งเสพติด และการเที่ยวเตร่เฮฮา เป็นต้น
๔. พุทธศาสนิกชนงดเว้นอบายมุขและความชั่วต่าง ๆ แล้วในช่วงเวลาพรรษา
พุทธศาสนิกชนทั่วไปจะบำเพ็ญทาน รักษาศีลฟังธรรม และเจริญภาวนามากขึ้น
ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ ร่วมทำบุญตักบาตร
การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน
พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะ ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน
และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่
ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ
มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3
เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ
วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
(H.M. the Queen's
Birthday ) :
12 Aug
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ
ทรงพระราชสมภพในวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475
ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ในพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ
และหม่อมหลวงบัว กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเมื่อทรงพระราชสมภพทรงมีฐานันดรศักดิ์
เป็น หม่อมราชวงศ์และพระนาม “สิริกิต์” ซึ่งมีความหมายว่า “ยังความปลื้มปิติยินดีและเกียรติยศมาสู่ตระกูลกิติยากร”
นั้นเป็นพระนามซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์
เริ่มเข้ารับการศึกษาในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินีล่างแล้วย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์
คอนแวนต์ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2
สงบลงพระบิดาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครราชฑูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสและประเทศเดนมาร์คและต่อมาทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชฑูตไทยประจำประเทศอังกฤษ
หม่อมราชวงศ์สิริกิต์จึงได้ย้ายตามพระบิดาไปศึกษาต่อในประเทศยุโรปและ ณ
ที่นี้นี่เองที่พระองค์ได้ทรงพบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทรงประกอบพิธีหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.
2492 และในเดือนมีนาคมของปีต่อมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยโดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และ
หม่อราชวงศ์สิริกิต์พร้อมทั้งครอบครัวตามเสด็จ
เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)
ครั้นถึงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เวลา 9.30 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นในวังสระปทุมและในปีเดียวกันนี้ของวันที่
5 พฤษภาคม
ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 9
แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม
4 พระองค์คือ
1. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาศิริวัฒนาพรรณวดี
ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2494 ณ เมืองโลซานน์
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
2. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมงกุฏราชกุมาร
ประสูติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ณ กรุงเทพมหานครฯ
3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ประสูติเมื่อวันที่ 2 เมษายน
พ.ศ. 2498 ณ กรุงเทพมหานครฯ
4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ประสูติเมื่อวันที่ 4
กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ กรุงเทพมหานครฯ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะในบวรพระพุทธศาสนาได้ทรงผนวช
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นผลดีทุกประการ
ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ”
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถนอกจากจะทรงดำรงฐานะเป็นพระบรมราชินีนาถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระมารดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาของทุกพระองค์แล้ว
ยังทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ
เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเหล่าพสกนิกรชาวไทยและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติอีกด้วย
พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารเพื่อทรงหาแหล่งเพิ่มพูนรายได้เสริมในช่วงนอกฤดูกาลเก็บเกี่ยวให้แก่เหล่าพสกนิกร
หรือแม้ในพื้นที่แห้งแล้งหรือประสบอุทกภัยและเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ขัดสนในชนบทให้มีรายได้พอเลี้ยงตนเองได้
จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “มูลนิธิศิลปาชีพพิเศษ”
ขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519
และมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นนี้ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทุกวันนี้
ประชาชนผู้ยากไร้หลายพันคนพร้อมทั้งครอบครัวต่างได้รับประโยชน์จากพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นในครั้งนี้กันทุกถ้วนหน้า
เพื่อเทิดพระเกียรติต่อพระมหากรุณาอันล้นพ้นเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ
วันที่ 12 สิงหาคม จึงจัดให้เป็นวันหยุดแห่งชาติ (และเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์นี้)
ปวงข้าพระพุทธเจ้าร่วมกับพสกนิกรชาวไทยขอถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ขอจงทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และจงทรงพระเกษมสำราญ
เทอญ
วันแม่แห่งชาติ (Thai Mother Day) :
12 Aug
วันที่ 12 สิงหาคม ไม่ใช่แต่เป็นเพียงแค่โอกาสอันเป็นมหามงคลฤกษ์
เฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเท่านั้น
แต่ยังจัดให้เป็นวันที่ชาวไทยทั้งประเทศได้มีโอกาสแสดงความเคารพสักการะต่อผู้เป็นแม่อีกด้วย
เพราะชาวไทยถือว่าสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเป็นมารดาของชาวไทยทั้งประเทศ
ดังนั้นโอกาสนี้จึงจัดให้เป็น “วันแม่แห่งชาติ” ด้วย ซึ่งแต่เดิม
จัดให้มีขึ้นในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519
จึงได้ถูกเปลี่ยนมาเพื่อให้สอดคล้องกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถซึ่งก็คือ
วันที่ 12 สิงหาคม และกำหนดให้ถือว่า “ดอกมะลิ”
สีขาวบริสุทธิ์เป็นสัญญลักษณ์ของความรักอันขาวและบริสุทธิ์ที่มารดาเป็นผู้มอบแก่บุตรด้วย
วันออกพรรษา
(The end of
Buddhist
Lent Day):8
Oct
วันออกพรรษา ได้แก่ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษา คือ
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ในวันนี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรม
ซึ่งเรียกว่า วันมหาปวารณา คือ
การเปิดโอกาสให้ภิกษุด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้
ทั้งนี้เพราะในระหว่างพรรษานั้น
พระสงฆ์บางองค์อาจมีข้อบกพร่องที่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง
การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้
เป็นวิธีที่จะรู้ถึงข้อบกพร่องของตน ทั้งนี้กระทำโดยเปิดเผย
ไม่ถือเป็นเรื่องที่จะมาโกรธเคืองกันภายหลัง
หรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน
การกระทำมหาปวารณา เป็นการสังฆกรรมอย่างหนึ่งแทนการสวดพระปาฏิโมกข์
(พระวินัย) ที่ได้กระทำกันทุกๆ ๑๕ วันในช่วงเข้าพรรษา
การปฏิบัติตน
แม้การปวารณาจะเป็นเรื่องระหว่างพระสงฆ์ด้วยกัน
แต่การออกพรรษาก็เป็นวาระสำคัญหนึ่งที่ชาวบ้านจะได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน
โดยในวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ มีประเพณีทำบุญ
ตักบาตร ที่เรียกกันว่า ทำบุญตักบาตรเทโว หรือเรียกเต็มๆ ว่า
ตักบาตรเมโวโรหนะ สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่าวันนี้เป็นวันคล้าย
วันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่ได้เสด็จกลับจากการไปโปรดพระพุทธมารดา
ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บางวัดอาจจัดพิธีทำบุญตักบาตรธรรมดา
แต่บางวัดก็จัดเป็นงานใหญ่โต เสร็จจากการทำบุญตักบาตร
พุทธศาสนิกชนจะไปฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล
กิจกรรมต่างๆ
ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา
๑. ทำบุญตักบาตร
อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับ
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว"
๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด
ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ
และประดับธงชาติและธงธรรมจักตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษาที่นิยมปฏิบัติ คือ
๑. ประเพณีตักบาตรเทโว (วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังจากออกพรรษาแล้ว
๑ วัน)
๒. พิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๑๒ กำหนด ๑ เดือนนับตั้งแต่วันออกพรรษา)
๓. พิธีทอดผ้าป่า (ไม่จำกัดกาล)
๔. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น ๘ ค่ำ หรือ วันแรม ๘
ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖
หรือในเดือน ๑๐)
วันปิยมหาราช
(Chulalongkorn
Day) : 23 Oct
วันปิยมหาราช หมายถึง
วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงพัฒนาการศึกษาการทหาร การสื่อสาร การรถไฟ และทรงโปรดให้มีการเลิกทาส
โดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อ ประวัติ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทยเรานั้น
ทรงเป็นที่รักใคร่ของทั้งพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก
ตลอดทั่วขอบขัณฑสีมา
ปวงประชาราษฎร์ต่างถือว่าพระองค์คือพระบิดาแห่งตนและประเทศชาติ
รัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวัน "ปิยมหาราช"
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงการณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396พระนามเดิมของพระองค์คือ
สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ และได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ
เมื่อพระชนม์มายุได้ 9 พรรษา ต่อมาอีก 4 ปี ได้เลื่อนเป็น
กรมขุนพินิตประชานาถมีพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากขณะนั้น พระองค์ทรงมีพระชันษาเพียง 16
ปียังไม่บรรลุนิติภาวะ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นวิไชยชาญ
พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญพระมหาอุปราชระหว่างที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์
เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น
โบราณราชประเพณี โบราณคดี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษวิชาปืนไผ
วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม ยิ่งกว่านั้น
ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาอีก 2 ครั้ง เสด็จประพาสประเทศอินเดีย 1
ครั้ง การเสด็จประพาสของพระองค์นั้น เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการ
ปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองบ้านเมืองของตน
เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมทันสมัยยิ่งขึ้น
ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม
การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืนและนั่งตามโอกาสสมควร
ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อนเมื่อสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุใกล้บรรลุนิติภาวะ
จึงได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นภิกษุ เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416
และลาผนวช เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2416
แล้วโปรดให้มีการราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2416
เพื่อแสดงให้ประชาชนและชาวต่างประเทศทราบว่าพระองค์ทรงรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมืองด้วยพระองค์เองแล้ว
วันลอยกระทง
(Loy Kratong Day) : 5 Nov
เทศกาลที่เป็ที่นิยมกันมากที่สุดเทศกาลหนึ่งในช่วงต้นเดือนพฤศจกายน
ก็คือ เทศกาลลอยกระทง
ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงที่อากาศโปร่งใสสบายและสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว
นอกจากนี้ระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองทั่วทั้งประเทศก็มีระดับสูงด้วย ลอยกระทง
เป็นพิธีอย่างหนึ่ง ตรงกับคืนวันเพ็ญ เดือน 12 มีการ
จุดธูป เทียน ปักบนสิ่งที่ไม่จมน้ำ ประดิษฐ์เป็นรูปต่าง ๆ เช่น
กระทงเรือ แพ ดอกบัว แล้วนำไป ปล่อยลง ให้ลอยไปตามลำน้ำ
คำว่า “Loy” ก็คือ “ลอย” และคำว่า “กระทง”
นี้หมายถึงกระทงรูปดอกบัวทำด้วยใบตองและในกระทงส่วนใหญ่ก็จะใส่เทียนไข ธูป
3 ดอก ดอกไม้และเงินเหรียญ
ตามประวัติความเป็นมา ประเพณีการลอยกระทง เป็น ประเพณีเก่าแก่
อย่างหนึ่ง ของไทย ซึ่งรับวัฒนธรรม ประเพณี มาจาก
อินเดียเป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนหนึ่ง เชื่อว่า ลอยกระทง เพื่อบูชา
พระจุฬามณี บนสวรรค์ อีกส่วนหนึ่ง เป็นการบูชาพระพุทธบาท
ที่แม่น้ำนัมมทาน
และประชาชน ได้มีโอกาส
สนุกสนานร่วมกัน ในวันเพ็ญ เดือนสิบสอง อันเป็นวันที่
ดวงจันทร์เต็มดวง สดใสสวยงาม พร้อมทั้ง ถือโอกาส ระลึกถึงคุณ
ของพระแม่คงคา ในวันนี้ด้วย
ดังนั้นคืนเดือนเพ็ญประชาชนจึงจุดเทียนและธูปพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานแล้วจึงลอยกระทงในลำคลอง
แม่น้ำ หรือแม้แต่สระน้ำเล็กๆ เป็นที่เชื่อกันว่า
กระทงนี้จะพาไปซึ่งบาปและความโชคร้ายทั้งมวลออกไป
นอกจากนี้การตั้งจิตอธิษฐานก็เพื่อปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
แน่นอนที่สุดช่วงนี้เป็นเวลาแห่งความรื่นเริงและสนุกสนาน
เพราะได้ลอยความเศร้าโศกต่างๆ ออกไปแล้ว
เทศกาลลอยกระทงจะเริ่มในช่วงเย็นเมื่อพระจันทร์เต็มดวง
ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพจะนำกระทงของตนไปยังแม่น้ำที่ใกล้ๆ
หลังจากจุดเทียนไขและธูปแล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ตนปรารถนาแล้วจึงค่อย
ๆวางกระทงลงในน้ำแล้วปล่อยให้กระทงลอยไปจนสุดลูกตา
การประกวดสาวงามก็เป็นส่วนสำคัญของเทศกาลนี้เช่นกัน แต่ว่าในโอกาสเช่นนี้
เราเรียกว่า “ประกวดนางนพมาศ” นางนพมาศเป็นสตรีในตำนานครั้งกรุงสุโขทัย
ตามหลักฐานกล่าวว่า นางนพมาศเป็นสนมเอกของพระเจ้ากรุงสุโขทัยพระนามว่า “ลิไท”
กล่าวกันว่านางนพมาศเป็นคนแรกที่ทำกระทงประดับประดาสวยงามเพื่อลอยในลำน้ำในโอกาสนี้
ในกรุงเทพมหานคร สถานที่ใหญ่ ๆ เช่น
โรงแรมชั้นนำและสวนสนุกจะจัดเทศกาลลอยกระทงขึ้นพร้อมทั้งจัดให้มีการประกวดประทงประจำปีด้วย
สำหรับผู้มาเยือนประเทศไทย เทศกาลลอยกระทงนี้ เป็นโอกาสที่ไม่ควรจะพลาด
และเทศกาลนี้ก็จัดไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวด้วย ทุก ๆ
คนสามารถเข้าร่วมสนุกสนานรื่นเริงได้
วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(H.M.
the King's Birthday)
:
5 Dec
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงประสูติเมื่อวันที่ 5
ธันวาคม พ.ศ. 2470
ทรงเป็นพระราชโอรสของเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์และหม่อมศรีสังวาลย์
พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ องค์ที่ 9
แห่งราชวงศ์จักรี
ทรงผนวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
ทรงเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489
พระนามของพระองค์มีความหมายว่า “กำลังแห่งแผ่นดิน, ไม่มีอำนาจใดเทียบเท่า”
และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา
พระองค์ก็ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรภายใต้รัฐธรรมนูญ
และในพระราชพิธีราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493
พระองค์ได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณในการขึ้นครองราชย์ตามประเพณีว่า
“เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรสยาม”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระองค์ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดแล้วดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้โดยทรงมุ่งไปยังการช่วยให้พสกนิกรกินดีอยู่ดีและมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นสมาชิกของเชื้อพระวงศ์พระองค์แรกที่ทรงได้รับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์และสิ่งประดิษฐ์นั้นก็คือ
“กังหันน้ำชัยพัฒนา” หรือ “The Chai Pattana Aerator Model RX2”
แต่ในทะเบียนลิขสิทธิ์เรียกว่า “Apparatus for water treatment”
(หรือเครื่องบำบัดน้ำเสีย)
ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์เพื่อใช้ในการเกษตรและอุตสาหกรรมและสามารถจะพบเห็นเครื่องบำบัดน้ำเสียเช่นนี้ได้ตามแม่น้ำลำคลองที่กำลังเผชิญกับภาวะเน่าเสียพระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนว่าเป็นศูนย์รวมใจของชาวไทยทั่วทั้งประเทศ
พระองค์ไม่เพียงแต่เป็นที่เคารพรักของพสกนิกรของพระองค์เท่านั้น
หากยังเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วโลกอีกด้วยเนื่องในวโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งถือเป็นวันชาติ
พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างพร้อมเพรียงกันแสดงความจงรักภักดีและแซ่ซ้องสรรเสริญพระบารมีของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
และในโอกาสนี้ก็จะมีการทำบุญตักบาตร ประดับประดาบ้านเรือน ตึก อาคาร
ด้วยธงชาติ และธงพระปรมาภิไธย ไฟประดับและพระบรมฉายาลักษณ์
ชาวไทยทั่วทั้งประเทศต่างสวดมนต์อ้อนวอนพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงดลบันดาลให้พระองค์มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์
ทรงพระเกษมสำราญ
และมีพละกำลังแข็งแรงเพื่อทรงช่วยเหลือพสกนิกรตราบนานเท่านาน
วันรัฐธรรมนูญ
(Constitution Day) :10 Dec
วันที่ 10 ธันวาคมเป็นวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดให้มีขึ้นทุก ๆ ปี
เพื่อเป็นการระลึกถึงการอุบัติขึ้นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
การเปลี่ยนแปลงนี้นำโดยกลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศและได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดด้านระบอบประชาธิปไตยตะวันตก
กลุ่มนี้มีชื่อว่า “คณะราษฎร์” นำโดยหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการนองเลือด
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีการยกเลิกการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
และทรงมอบรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของประเทศให้กับประชาชน
ที่จริงแล้วพระองค์ทรงเตรียมการที่จะทรงมอบอำนาจของพระองค์ให้อาณาประชาราษฎร์ก่อนที่จะมีการเรียกร้องเสียด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตาม
รัฐธรรมนูยไทยทุกฉบับต่างก็ยอมรับพระมหากษัตริย์ว่าทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของประเทศ
ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
และทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
อำนาจอธิปไตยของพระองค์มาจากปวงชนชาวไทย และพระองค์ทรงใช้อำนาจ 3 ทางคือ
อำนาจนิติบัญญัติโดยผ่านรัฐสภา อำนาจบริหารโดยผ่านคณะรัฐมนตรี
และอำนาจตุลาการโดยผ่านศาลยุติธรรม ถึงแม้ว่า การปฏิวัติในปี พ.ศ. 2475
จะนำมาซึ่งการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นระบอบเก่าแก่มาหลายศตวรรษก็ตาม
ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวไทยที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ก็ไม่มีวันเสื่อมคลายด้วยการเปลี่ยนแปลงใด
ๆ ทั้งสิ้น ที่เห็นได้ชัดก็คือ
พระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยมีให้เห็นอยู่ทั่วพระราชอาณาจักรในวันรัฐธรรมนูญ
จะมีการจัดพิธีฉลองวันนี้กันทั่วประเทศโดยสถานที่ราชการ อาคารเอกชน
และตึกสูง ๆ จะประดับด้วยธงชาติและธงประดับพร้อมทั้งแสงไฟสว่างไสว
ชาวไทยต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเปิดโอกาสให้ปวงชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศชาติ
วันสิ้นปี
(New Year's Eve)
:31
Dec
เป็นเทศกาลสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ทางราชการได้ประกาศวันที่ 31 ธันวาคม
เป็นวันสิ้นปี
|

New
Year's Day :
1
Jan

January first, the beginning of a New Year, a year of new beginnings,
new hopes, and new adventures.
It is a time to reflect on our past, to forgive others and to make
amends. It is a time to look forward to our futures and to cherish our
families and friends. Celebrate with us this new year with crafts, food
and fun. The Irish celebrate the New Year's night in their favourite Pub and are
not very familiar with fireworks, only in some of the bigger towns
fireworks are used for the New Year's celebrations. In the south of
Ireland they have a special custom which is called the "New Year's
Swim". In the morning of the New Year many people dive into the cold
sea, but only for a few minutes. This event is generally covered in
great detail by the local newspapers.
St. Bridget's Day (Candlemas Day) :
1 Feb
Although Saint Patrick is known worldwide, Ireland does have a female
patron Saint - Saint Brigid. Known as Bridey, Mary of Gaels and even as
Biddy, Saint Brigid was born near Dundalk to a pagan Gaelic chieftain
named Dubtach (Duffy) and to a Christian slave mother named Brocessa,
who was sold soon after Brigid's birth.
" If Candlemas day be fair and bright, Winter will have another flight
If Candlemas day be clouds and rain, Winter is gone, and will not come
again." -E. Holden, old English song
Candlemas has a rich and diverse history. Known as the Festival of
Lights, Candlemas has been celebrated for hundreds of years. Candlemas
is on February 2nd.
In Gaelic this holiday is known as Là Fhèill Brìghde nan coinnlean which
translates as "The feast day of Brìghde of the candles". Bìghde is
Bridget of Kildare, the Celtic goddess of fire, the hearth, smithy,
fields, poetry and childbirth. She also gives blessings to women who are
about to marry. Women still bear her name on their wedding day to honor
her. They are called [a] Bride for the day.
Valentine's day :
14 Feb
Valentine Day is a day to express your love, and to celebrate the spirit
of love. You will love this absolutely for valentine's day site, where
you can celebrate the spirit of this day of lovers, and all of it is
free!
Valentine's Day is a happy holiday!! We send cards, flowers, candy and
other small gifts to friends and family to let them know we care!
Valentine's Day started in the time of the
Roman Empire. In ancient Rome, February 14th was a holiday to honor
Juno. Juno was the Queen of the Roman Gods and Goddesses. The Romans
also knew her as the Goddess of women and marriage. The following day,
February 15th, began the Feast of Lupercalia.The lives of young boys and
girls were strictly separate. However, one of the customs of the young
people was name drawing. On the eve of the festival of Lupercalia the
names of Roman girls were written on slips of paper and placed into
jars. Each young man would draw a girl's name from the jar and would
then be partners for the duration of the festival with the girl whom he
chose. Sometimes the pairing of the children lasted an entire year, and
often, they would fall in love and would later marry.
Under the rule of Emperor Claudius II Rome was involved in many bloody
and unpopular campaigns. Claudius the Cruel was having a difficult time
getting soldiers to join his military leagues. He believed that the
reason was that roman men did not want to leave their loves or families.
As a result, Claudius cancelled all marriages and engagements in Rome.
The good Saint Valentine was a priest at Rome in the days of Claudius
II. He and Saint Marius aided the Christian martyrs and secretly married
couples, and for this kind deed Saint Valentine was apprehended and
dragged before the Prefect of Rome, who condemned him to be beaten to
death with clubs and to have his head cut off. He suffered martyrdom on
the 14th day of February, about the year 270. At that time it was the
custom in Rome, a very ancient custom, indeed, to celebrate in the month
of February the Lupercalia, feasts in honor of a heathen god. On these
occasions, amidst a variety of pagan ceremonies, the names of young
women were placed in a box, from which they were drawn by the men as
chance directed.
The pastors of the early Christian Church in Rome endeavored to do away
with the pagan element in these feasts by substituting the names of
saints for those of maidens. And as the Lupercalia began about the
middle of February, the pastors appear to have chosen Saint Valentine's
Day for the celebration of this new feast. So it seems that the custom
of young men choosing maidens for valentines, or saints as patrons for
the coming year, arose in this way.
St. Patrick's Day :
17 march

St. Patrick's Day is a very special day around the world, but nowhere in
the world is it more special than Ireland. Over the last nine years St
Patrick's Day celebrations have developed into a week long Festival with
a diverse and creative programme of events including street theatre,
fireworks, music, visual arts and our very own treasure hunt! Over half
a million people joined us as we Celebrated Ireland in 2004.
The person who was to become St. Patrick, the patron saint of Ireland,
was born in Wales about AD 385. His given name was Maewyn, and he almost
didn't get the job of bishop of Ireland because he lacked the required
scholarship.
Far from being a saint, until he was 16, he considered himself a pagan.
At that age, he was sold into slavery by a group of Irish marauders that
raided his village. During his captivity, he became closer to God.
He escaped from slavery after six years and went to Gaul where he
studied in the monastery under St. Germain, bishop of Auxerre for a
period of twelve years. During his training he became aware that his
calling was to convert the pagans to Christianity.
His wishes were to return to Ireland, to convert the native pagans to
Christianity. But his superiors instead appointed St. Palladius. But two
years later, Palladius transferred to Scotland. Patrick, having adopted
that Christian name earlier, was then appointed as second bishop to
Ireland.
Patrick was quite successful at winning converts. And this fact upset
the Celtic Druids. Patrick was arrested several times, but escaped each
time. He travelled throughout Ireland, establishing monasteries across
the country. He also set up schools and churches which would aid him in
his conversion of the Irish country to Christianity.
His mission in Ireland lasted for thirty years. After that time, Patrick
retired to County Down. He died on March 17 in AD 461. That day has been
commemorated as St. Patrick's Day ever since.
Much Irish folklore surrounds St. Patrick's Day. Not much of it is
actually substantiated.
Some of this lore includes the belief that Patrick raised people from
the dead. He also is said to have given a sermon from a hilltop that
drove all the snakes from Ireland. Of course, no snakes were ever native
to Ireland, and some people think this is a metaphor for the conversion
of the pagans. Though originally a Catholic holy day, St. Patrick's Day
has evolved into more of a secular holiday.
One traditional icon of the day is the shamrock. And this stems from a
more bona fide Irish tale that tells how Patrick used the three-leafed
shamrock to explain the Trinity. He used it in his sermons to represent
how the Father, the Son, and the Holy Spirit could all exist as separate
elements of the same entity. His followers adopted the custom of wearing
a shamrock on his feast day.
The St. Patrick's Day custom came to America in 1737. That was the first
year St. Patrick's Day was publicly celebrated in this country, in
Boston.
Mothering Sunday :
26 March
Mothering Sunday
began as a religious festival where people used to visit 'Mother
Churches. In the 17th century, Christians went to church on this day to
pay their respects to the mother church of their religion. Since
everyone came to church on this day, it became a kind of family reunion
day as well, and people would say they were gone "a mothering." They
began to bring flowers, usually daffodils, and treats to their mother on
the occasion and often baked a special fruitcake for her, called a
simnel cake, with almond paste.
Now-a-days, it is a time when children pay respect to their mothers.
Children give presents and cards to their Mothers.
Many churches give the children in the congregation a little bunch of
spring flowers during the Mothering Sunday service, to give to their
mothers as a thank you fpr all their care and love throughout the year.
Easter :
16-17 April
Easter, like Christmas, is a blend
of paganism and Christianity. The word Easter is derived from Eostre
(also known as Ostara), an ancient Anglo-Saxon Goddess. She symbolized
the rebirth of the day at dawn and the rebirth of life in the spring.
The arrival of spring was celebrated all over the world long before the
religious meaning became associated with Easter. Now Easter celebrates
the rebirth of Christ. In fact, Easter is an important Christian
holiday. It is the culmination of events during Holy Week beginning with
Palm Sunday. Palm Sunday reflects the return of Jesus to Jerusalem.
Maundy Thursday commemorates the Last Supper of Christ and Good Friday
honors the crucifixion of Jesus. Lambs, chicks and baby creatures
of all kinds are all associated with spring, symbolizing the birth of
new life. Since ancient times many cultures have associated eggs with
the universe. They've been dyed, decorated and painted by the Romans,
Gaul's, Persians and the Chinese. They were used in ancient spring
festivals to represent the rebirth of life. As Christianity took hold
the egg began to symbolize the rebirth of man rather than nature. During
the 4th century consuming eggs during Lent became taboo. However, spring
is the peak egg-laying time for hens, so people began to cook eggs in
their shells to preserve them. Eventually people began decorating and
hiding them for children to find during Easter, which gave birth to the
Easter Egg Hunt. Other egg-related games also evolved like egg tossing
and egg rolling. A Polish folktale tells of the Virgin Mary giving
eggs to soldiers at the cross while she pleaded with them to be
merciful. As her tears dropped they spattered droplets on the eggs
mottling them with a myriad of colors. The Faberge egg is the best known
of all the decorated eggs. Peter Faberge made intricate, delicately
decorated eggs. In 1883, the Russian Czar commissioned Faberge to make a
special egg for his wife. This evolved in time to baskets filled with
chocolate eggs, jellybeans, toys and stuffed bunnies for children left
behind by the Easter Bunny.
May Day :
1 May
Remember the childhood rhyme April
showers bring May flowers? Well flowers are what May Day is all about.
May Day brings the image of maypoles, collecting flowers and the delight
in finding a surprise basket of flowers on your doorstep. Throughout its
history, May Day has traditionally been a joyous celebration of spring,
femininity, fertility and the coming summer. The first day of May is
celebrated in many parts of the world. It is believed it evolved from
ancient agricultural and fertility rites of spring. There are signs of
the first celebrations in Egypt. However, the majority of the current
traditions stem from the Roman Festival, Floralia. This was a five day
festival to honor the Goddess Flora with offerings of flowers, dancing,
ringing bells, May Queens and erecting a Maypole. The May Queen would
oversee crops and rule the day. Some places also selected May Kings. The
crowns were typical made of twigs, leaves and flowers. The Maypole was
typically fabricated the night before. The men would strip down a birch
tree and plant it in the ground; this ceremony was symbolic of fertility
rites. The next day both men and women danced about the Maypole. Several
longs ribbons hung from the top of the Maypole holding up a crown of
colorful flowers. Each dancer held an end of one of the ribbons. The
dancers alternated man and women. All the women would dance in one
direction and the men danced in the other direction. The dancers would
go under the first person and over the next weaving the ribbons about
the tree and lowering the ring to the ground. Today this tradition is
still practiced but danced mostly boys and girls. The Celts had a
similar celebration known as Beltain, Beltane, or Bealtaine which in
Gaelic means "Fires of Bel" or "Bright Fires". The ceremony honored the
god of the Sun and the rebirth of the earth. Feasting, games and
bonfires, began on the eve of May Day and continued through the next day
with a day of bonfires and merrymaking. It was customary for couples to
walk through the fires smoke or leap over the flames to insure a
successful relationship. Faeries were (and are) abundant on the first
day of May. Windows were decorated with flowers and food was left on the
doorstep to keep the mischievous faeries out. Those traditions created a
wonder medieval holiday that is still celebrated today. We still elect
May Queens and Kings and dance around Maypoles. During this time women
would wash their faces with the May Day's morning dew believing it would
bring a good complexion and everlasting beauty. “The
fair maid who, the First of May,
Goes to the field at break of day And washes in the dew from the
hawthorn tree, Will ever after handsome be.”
People began gathering twigs and flowers to decorate their homes and the
lovely tradition of May baskets began. Children would leave baskets made
from twigs and filled with flowers on their neighbour's doorstep, knock
and then hide waiting to see the expression of the lucky recipient.
June Bank
Holiday : 1 May,5
June

On Bank Holidays, generally on a
Monday, all shops and banks are closed. The Bank Holiday was originally
initiated in the States. In 1933 President Franklin D. Roosevelt
declared a bank holiday to help stop the money panic in the nation
because the depositors had been withdrawing their funds with such speed
that many banks ran out of money to pay over the counter.
August Bank Holiday :
7 Aug

October Holiday
:25
Oct

Halloween Spirits :
30 Oct
Each October 31st, people almost
everywhere celebrate Halloween. Children dress in costumes, They go from
house to house, calling "Trick or treat." And woe to the person who
cannot find some candy or cookies, an apple, or even a penny for the
callers. In some places, bonfires blaze against the sky. People duck for
apples. And pumpkins are carved and placed in windows to leer out at
people. The tradition of carving out pumpkins started in
Ireland. Originally large turnips, rutabagas, and potatoes were used.
Legends tell of an ornery man named Jack. He was a mean man and when he
died Heaven turned him away but so did Purgatory because Jack had played
terrible tricks on the devil during his life. It was dark and Jack
couldn't find his way so the devil tossed him a burning coal, which he
promptly put inside a turnip. He was doomed to walk the earth looking
for a place to go. He became known as "Jack of the Lantern," or
"Jack-o'-lantern." To scare away Jack and other spirits,
jack-o'-lanterns are placed outside the front door on the one day where
spirits roam the land--Halloween. When immigrants came to the United
States they started the tradition of using a pumpkin.
Long ago many people really believed in ghosts and witches. To protect
themselves and to frighten away the ghosts and witches, they built
bonfires. Some wore costumes, some carried torches, and some danced
around fires, hoping to scare away the "evil spirits." Many of these
customs are part of our Halloween.
In England over 2,000 years ago, the Celts held a ceremony called
Samhain, which meant "the end of the summer." The Celts believed that at
Samhain the ghosts of the dead came back to earth. Bonfires were set
ablaze to frighten these ghosts away. The Druids, who were priests of
the Celts, held strange rituals. They offered human sacrifices to the
gods in thanks for the harvest and for protection from the ghosts.
Many years later, the Christians continued some of the customs of
Samhain, but they changed it to a different holiday. They set aside
November 1st to honor all the saints in the Christian faith. They called
the day All Hallows Day or All Saints Day. The evening before was All
Hallows Eve, which later was shortened to simply Halloween. They
celebrated this evening with bonfires, costumes, and talk of ghosts and
witches.
Today it is popular to have
Halloween parties in which the guest dress in costumes and eat strangely
decorated food. Children go door to door dressed in costumes and receive
candy or trinkets. Many people put out decorations and jack-o-lanterns
and watch scary movies. There are also many places that host Haunted
Houses, even the local sheriffs' stations.
Here are the most notable Irish Halloween Traditions:
Colcannon for Dinner: Boiled Potato, Curly Kale (a cabbage) and raw
Onions are provided as the traditional Irish Halloween dinner. Clean
coins are wrapped in baking paper and placed in the potato for children
to find and keep.
The Barnbrack Cake: The traditional Halloween cake in Ireland is the
barnbrack which is a fruit bread. Each member of the family gets a
slice. Great interest is taken in the outcome as there is a piece of
rag, a coin and a ring in each cake. If you get the rag then your
financial future is doubtful. If you get the coin then you can look
forward to a prosperous year. Getting the ring is a sure sign of
impending romance or continued happiness.
The Ivy Leaf: Each member of the family places a perfect ivy leaf into a
cup of water and it is then left undisturbed overnight. If, in the
morning, a leaf is still perfect and has not developed any spots then
the person who placed the leaf in the cup can be sure of 12 months
health until the following Halloween. If not.....
The Pumpkin: Carving Pumpkins dates back to the eighteenth century and
to an Irish blacksmith named Jack who colluded with the Devil and was
denied entry to Heaven. He was condemned to wander the earth but asked
the Devil for some light. He was given a burning coal ember which he
placed inside a turnip that he had gouged out.
The tradition of Jack O'Lanterns was born - the bearer being the
wandering blacksmith - a damned soul. Villagers in Ireland hoped that
the lantern in their window would keep the wanderer away. When the Irish
emigrated in millions to America there was not a great supply of turnips
so pumpkins were used instead.
Halloween Costumes: On Halloween night children would dress up in scary
costumes and go house to house. 'Help the Halloween Party' and 'Trick or
Treat' were the cries to be heard at each door. This tradition of
wearing costumes also dates back to Celtic times. On the special night
when the living and the dead were at their closest the Celtic Druids
would dress up in elaborate costumes to disguise themselves as spirits
and devils in case they encountered other devils and spirits during the
night. By disguising they hoped that they would be able to avoid being
carried away at the end of the night. This explains why witches, goblins
and ghosts remain the most popular choices for the costumes.
Snap Apple: After the visits to the neighbours the Halloween games
begin, the most popular of which is Snap Apple. An apple is suspended
from a string and children are blindfolded. The first child to get a
decent bite of the apple gets to keep their prize. The same game can be
played by placing apples in a basin of water and trying to get a grip on
the apple without too much mess!
The Bonfire: The Halloween bonfire is a tradition to encourage dreams of
who your future husband or wife is going to be. The idea was to drop a
cutting of your hair into the burning embers and then dream of you
future loved one. Halloween was one of the Celt 'fire' celebrations.
Blind Date: Blindfolded local girls would go out into the fields and
pull up the first cabbage they could find. If their cabbage had a
substantial amount of earth attached to the roots then there future
loved one would have money. Eating the cabbage would reveal the nature
of their future husband - bitter or sweet!
Another way of finding your future spouse is to peel an apple in one go.
If done successfully the single apple peel could be dropped on the floor
to reveal the initials of the future-intended.
Anti-Fairy Measures: Fairies and goblins try to collect as many souls as
they can at Halloween but if they met a person who threw the dust from
under their feet at the Fairy then they would be obliged to release any
souls that they held captive.
Holy water was sometimes anointed on farm animals to keep them safe
during the night. If the animals were showing signs of ill health on All
Hallows Eve then they would be spat on to try to ward off any evil
spirits.
Christmas Day :
25 Dec
Ireland's Christmas is more
religious than a time of fun. A manger scene is displayed in most
homes and there are few Christmas trees. Christmas
in Ireland lasts from Christmas Eve to the feast of the Epiphany on
January 6, which is referred to Little Christmas. Lighted candles are
placed in windows on Christmas Eve, as a guide that Joseph and Mary
might be looking for shelter. The candles are usually red in colour, and
decorated with sprigs of holly. During the British
occupation of all of Ireland, three candles were placed in the window at
Christmas. One for the Father, one for the Son, and one for the Holy
Spirit. Fellow Catholics passing by would know that the house was a
Catholic home, and that all friends were welcome there to celebrate
Christmas. The candles were also an invitation to priests to enter the
home, say the Christmas Mass, eat dinner, and spend the night with the
family.
Irish women bake a seed cake for each person in the house. They also
make three puddings, one for each day of the Epiphany such as Christmas,
New Year's Day and the Twelfth Night.
After the Christmas evening meal, bread and milk are left out and the
door unlatched as a symbol of hospitality.
In IRELAND, children often put out Christmas sacks instead of stockings.
It is tradition to leave mince pies and a bottle of Guinness out as a
snack for Santa.
Saint Stephen's Day (Boxing Day) :
26 Dec
St Stephen's Day, the day after Christmas, is almost as important, with
football matches and meetings going on. For children, the Wren Boys
Procession is their big event. Boys go from door to door with a fake
wren on a stick, singing, with violins, accordions, harmonicas and horns
to accompany them. The reason for the ceremony is to ask for money 'for
the starving wren', that is, for their own pockets.
Celtic myth had it that the robin that was suppose to represent the New
Year killed the wren which represented the Old Year during this time.
Wren Boys blacken their faces and go from house to house asking for
money to bury the wren. The money they collect is used to buy food and
drink for the "wren dance" held on this night.
St. Stephen's Day honours the first Christian martyr, stoned to death
shortly after the Crucifixion. St. Stephen's Day is a national holiday
in Ireland, but, the celebrations have little connection to the Saint.
In Ireland, St. Stephen's Day is the day for "Hunting the Wren" or
"Going on the Wren." Originally, groups of small boys would hunt for a
wren, and then chase the bird until they either have caught it or it has
died from exhaustion. The dead bird was tied to the top of a pole or
holly bush, which was decorated with ribbons or colure paper.
Early in the morning of St. Stephen's Day, the wren was carried from
house to house by the boys, who wore straw masks or blackened their
faces with burnt cork, and dressed in old clothes. At each house, the
boys sing the Wren Boys' song. Such as:
The wren,
the wren, the king of all birds,
On St. Stephen's Day was caught in the furze, Although he is little, his
family is great, I pray you, good landlady, give us a treat. My
box would speak, if it had but a tongue, And two or three shillings,
would do it not wrong, Sing holly, sing ivy--sing ivy, sing holly, A
drop just to drink, it would drown melancholy.
And if you draw it of the best, I hope in heaven your soul will rest;
But if you draw it of the small, It won't agree with these wren boys at
all. Sometimes those who gave money were given a feather
from the wren for good luck. The money collected by the Wren Boys was
used to hold a dance for the whole village. There are different legends
about the origin of this custom. One is that St. Stephen, hiding from
his enemies in a bush, was betrayed by a chattering wren. The wren, like
St. Stephen, should be hunted down and stoned to death. Another legend
holds that during the Viking raids of the 700's, Irish soldiers were
betrayed by a wren as they were sneaking up on a Viking camp in the dead
of night. A wren began to eat breadcrumbs left on the head of a drum,
and the rat-a-tat-tat of its beak woke the drummer, who sounded the
alarm and woke the camp, leading to the defeat of the Irish soldiers and
the continuing persecution of the wren.
St. Stephen's Day is celebrated in Ireland in a different way, but is
similar to Boxing Day in that it also has to do with the solicitation of
money. Young men in extravagant dress, sometimes wearing masks, parade
noisily through the streets in the Wren Boys' Procession. They carry
long pole on top of which is attached a holly bush. The bush supposedly
contains a captured wren, and for whose sake the young men beg for
money.
Boxing Day is a national holiday in
England, Ireland, and Australia. It is celebrated on December 26th.
Legend tells that on this day the noblemen "boxed up" gifts for their
servants.
Boxing Day is also called St. Stephen's Day. Boxes that were placed in
the churches throughout the year are opened this day. Payment for
special services that were done during the year are distributed on this
day. Children also go from house to house asking for contributions.
Activities on Boxing Day
Collect canned goods for a local food charity organization. Collect used
clothing for needy families. Decorate the collection boxes and prepare
information sheets about your collections. Write a thank you card
or letter to someone who has helped you at some time.
27-28
Dec Holiday:
27-28
Dec
 |